ตำนานเมืองยักษ์คุชานุมาน

1 ตุลาคม 2568 1,266 ครั้ง ข้อมูลทั่วไป

ตำนานเมืองยักษ์คุชุม 1

เมื่อครั้งพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารเจ้ากรุงราชคฤห์ สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ทรงเห็นแจ้งในพระธรรมบท มีจิตศรัทธาเลื่อมใส และทรงมอบหมายภาระหน้าที่ให้ข้อยักษ์ที่เข้าไปจำศีลในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นผู้ดูแลวัดภูถ้ำพระพระพุทธบาท ซึ่งข้อยักษ์ตนนี้เป็นผู้มีฤทธิ์เดช และทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองสถูปสถานเคารพศักดิ์สิทธิ์และป้องกันภยันตรายปัจจามิตรจากฝ่ายอธรรมทั้งมวลซึ่งคิดร้ายทำลายวัดวาอารามต่างๆ เพื่อเป็นการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องต่อมา ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพผู้ปกปครองดูแลยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวง เป็นผู้ดูแลคุ้มครองโลกมนุษย์ทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทรงมีทิพย์อำนาจมาก และทรงนำเทวดาและยักษ์บริวารทั้งหลายเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะดูแลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ถูกรังควาญ ตลอดจนคุ้มครองให้สัตว์โลกอยู่เย็นเป็นสุข

ต่อมาหลังสิ้นพุทธกาล มีเรื่องเล่าในหมู่ชาวยโสธรเล่าปรัมปราต่อๆ กันว่า ครั้งหนึ่งท้าวเวสสุวรรณทรงมีบัญชาให้ยักษ์บริวารตนหนึ่งชื่อยักษ์ธรรมปาล (ธรรม หมายถึง ธรรมะหรือความดีงาม, ปาล หมายถึง คุ้มครองรักษา รวมความว่า ผู้รักษาคุณธรรม หรือ ผู้มีความดีงามคุ้มครอง หรือ ผู้มีความดีงามครอบครอง) ซึ่งยักษ์ธรรมปาลตนนี้มีคุณธรรมและไม่ใฝ่ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าไปจำศีลภาวนาดูแลพระพุทธบาท ณ วัดภูถ้ำพระ ยักษ์ธรรมปาลเดินเลียบฝั่งแม่น้ำโขง หากมีอริราชศัตรูมารุกรานพระพุทธศาสนา และล่วงละเมิดสัจจอธิษฐานให้เกิดความเดือดร้อนให้แก่โลก ยักษ์ธรรมปาลจึงได้เหาะขึ้นไปบนอากาศ เหาะตรวจตราตรวจสอบตามเยื่อใยแห่งทิพย์อำนาจอันเกิดแต่บารมีที่ได้บำเพ็ญเพียรแต่ปางก่อน พบอสูรและอมนุษย์ตนใดที่คิดร้ายต่อคุณมนุษย์และสัตว์โลกให้เกิดความเดือดร้อน ก็ทำการปราบปรามและสั่งสอนให้ทำความดี จนกระทั่งมาถึงดินแดนอันอุดมด้วยทิวทัศน์แห่งขุนเขาที่เขียวขจี เกิดความเลื่อมใสในธรรมชาติที่งดงาม มองจากริมฝั่งแม่น้ำโขงไปทางทิศตะวันตก เห็นเทือกเขาทอดยาวสูงต่ำสลับกันไป บนเขาทุก ลูกมีลานหิน ดินดานกว้างใหญ่ และเป็นหน้าผาสูงชัน หนทางแน่นไปด้วยป่าเขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ป่า บางที่มีธารน้ำไหลลดเลี้ยววกวนไปตามแนวป่าและซอกกระทบโขดหินสลัวจนเป็นทางยาวสวยสุดสายตาจึงนำน้ำมาหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต สูดดมกลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรขจายอบอวลไปทั่วบริเวณ ชื่นชมธรรมชาติอันงดงามนั้น จึงแวะไปชมเทือกเขาภูเก้าในแถบนี้ (เทือกเขาภูลำเนา อยู่ในเขตตำบลคำเขื่อนแก้ว ตำบลนาแก และตำบลโคกกลาง) มีเขาสูงต่ำสลับกัน ได้แก่ ภูถ้ำพระ ภูกะโตด ภูภูด่าง ภูหินขัน ภูพะอู ภูจอมก้อง ภูกะแตะ และภูถ้ำกวาง ซึ่งเป็นบริเวณกว้างใหญ่เหมาะสำหรับที่พักผ่อนหย่อนใจ

ขณะที่ยักษ์ธรรมปาลเดินเลียบเคียงไปตามของราบด้วยความเพลิดเพลินใจไปกับธรรมชาติ ตะวันคล้อยต่ำใกล้จะลับขอบฟ้า แสงทองของดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเรืองรองรามจับขอบฟ้าสีแดงฉาน อากาศเริ่มเย็นลง มีฝูงนกบินกลับรัง (ฝูงนกบินเรียงแถวกันเป็นทิวแถว ณ บริเวณบ้านเหล่าหินแท่นแก้ว เหล่าคำ, บ้านเชือกแล้ว) หลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ดวงจันทร์เริ่มทอแสงนวลเด่นอยู่บนท้องฟ้า หมู่ดาวเริ่มปรากฏระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าเป็นหย่อมๆ ไม่ไกลกันนัก ยักษ์ธรรมปาลได้ยินเสียงค้างคาวบินพรึ่บพรั่บออกมาจากถ้ำเป็นจำนวนมาก ณ บริเวณนั้น เมื่อเข้าไปสำรวจก็พบว่าเป็นถ้ำค้างคาวจึงรู้ว่ากลางคืนได้มาเยือนแล้ว (บริเวณถ้ำค้างคาวดังกล่าวชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำพระ อยู่ ณ บริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว)

ฝูงค้างคาวบริวารทุกตัวบินวนลงกินน้ำ พร้อมกล่าวกับยักษ์ธรรมปาลว่า “เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ข้าพเจ้าเคยเป็นค้างคาวบริวารรับใช้ท่านจากการถูกใส่ร้ายของฝ่ายอธรรมเข้าสิงตนกลายร่างเป็นอมนุษย์ เมื่อเขาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นเจ้าแห่งยักษ์จึงจัดให้ค้างคาวได้ติดตามมารับใช้ท่าน ซึ่งข้าพเจ้าจำแลงกายจากร่างยักษ์บริวารของท่านสำหรับไว้ใช้ในยามมีศึกสงครามไว้ที่พวกเขา เรามาทันเวลาพอดี พวกเราเหล่าค้างคาวจึงได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านอีกครั้ง ข้าพเจ้าและบริวารได้อาศัยถ้ำนี้พักพิงมาโดยตลอด ถ้ำนี้กว้างขวางมาก พอที่เราเหล่าค้างคาวได้พักพิงอาศัยและอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าและบริวารได้ยินข่าวว่าท่านยักษ์ธรรมปาลต้องเดินทางผ่านถ้ำนี้มาจึงได้ออกมารอรับ ข้าพเจ้าขอน้ำให้ท่านได้ดื่มกินให้หายเหนื่อยจากนั้นค่อยเดินทางต่อไปเถิด” ยักษ์ธรรมปาลก้มลงดื่มน้ำที่พอดีมีจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน ผู้คนเรียกว่าถ้ำค้างคาวบ้าง ถ้ำพระบ้าง เป็นถ้ำขนาดเล็กภายในมีลักษณะคล้ายห้องโถง อยู่บริเวณใกล้เคียงกับกุฏิพระ) หลังจากพักผ่อนพอหายเหนื่อย ยักษ์ธรรมปาลได้ขึ้นไปนอนพักผ่อนกลางลานหินกว้างใหญ่บนหลังเขาสำรวจดูชัยภูมิ พบว่าลานหินกว้างขวางระดับเดียวกับพื้นดิน มีต้นหินงอกขึ้นมาคล้ายหมอนหนุนศีรษะพอดี หัวเตียงหันไปทางทิศตะวันออก ส่วนปลายเท้าหันไปทางทิศตะวันตก ศรีษะหนุนหมอนหินตะแคงตัวไปทางทิศเหนือ หันหลังให้แสงจันทร์ และปล่อยให้ร่างกายสัมผัสละอองน้ำค้างที่เย็นฉ่ำบนลานหินกว้างใหญ่นี้แต่ผู้เดียวเรียกกันว่าลานเท (ลานหินกว้างใหญ่นี้มีผู้คนเรียกกันว่า ลานตากข้าว) ภายในถ้ำขนาดใหญ่เป็นเนื้อที่หลายร้อยไร่ สามารถวางที่ลาดชันขึ้นไปด้านบนได้เป็นแห่งๆ ตอนกลางถ้ำเรียบด้วยก้อนหินรูปกรวย กองหญ้าอยู่เรียงรายกระจัดกระจาย และต้นชัยพฤกษ์ที่ลาดชันขึ้นไปตามซอกหิน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านที่อยู่เบื้องล่างอย่างงดงาม อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูสิงห์ภูผาผึ้ง ต.โคกกลาง)

รุ่งเช้าของวันใหม่ยักษ์ธรรมปาลตื่นขึ้นมายังที่พัก เพื่อปฏิบัติภารกิจการบำเพ็ญเพียรภาวนาแต่เช้าตรู่ อากาศเย็นสบาย อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ขจรขจายทั่วบริเวณ ยักษ์ธรรมปาลเดินสำรวจบริเวณรอบถ้ำ พบแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่หลายแห่ง ซึ่งเกิดจากน้ำเซาะหินดินดานไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ น้ำสะอาดใสสวยงาม ยักษ์ธรรมปาลจึงลงไปในแอ่งน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำให้สุขใจ แต่เมื่อลงไปในแอ่งน้ำกลับเดินเหยียบโคลนตมหนาหนึ่งจนมิดข้อเท้า เมื่อย่อตัวลงไปในแอ่งน้ำจึงพบว่าน้ำในแอ่งน้ำนี้ตื้นเขินเพียงครึ่งแข้งจึงไม่อาจอาบน้ำได้ จึงเปลี่ยนใจไม่อาบน้ำให้เสียเวลา ขายเนื้อจากนั้นก็เดินจากมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด (ธารน้ำแห่งนี้ผู้คนเรียกอย่างคล้องจองว่า อ่างนารีอาบน้ำตกห้วยทราย ซึ่งอยู่ในเขตบ้านห้วยยาง ต.คำเขื่อนแก้ว) ยักษ์ธรรมปาลหันหลังกลับไปตั้งใจไปยังธารน้ำแห่งที่สอง ณ บริเวณบ้านห้วยยางเช่นกัน มุ่งหน้าไปยังลำธารกลางป่าดงพงไพร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นนัก เมื่อเดินถึงลำธารซึ่งมีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา จึงลงไปในลำธารด้วยความดีใจ ปรากฏว่าลำธารแห่งนี้ก็ยังตื้นเขินอีกเช่นเคย ยักษ์ธรรมปาลจึงก้มลงไปวักน้ำล้างหน้าและใช้น้ำลูบตัวพอให้หายร้อนใจ จึงเดินจากมาด้วยความหงุดหงิด (ลำธารแห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า ห้วยล้างหน้า) จากนั้นก็เดินต่อไปยังลำธารแห่งที่สาม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ยักษ์ธรรมปาลตั้งความหวังไว้ว่าคงจะได้อาบน้ำในลำธารแห่งนี้เป็นแน่ เมื่อเดินถึงลำธารดังกล่าว พบว่าลำธารแห่งนี้ตื้นเขินกว่าลำธารสองแห่งแรกเสียอีก จึงก้มลงไปล้างมือและเท้าให้หายร้อนใจ แล้วเดินจากไป (ลำธารแห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า ห้วยล้างมือ)

หลังจากมีความสุขกับธรรมชาติยามเช้า ตะวันเริ่มฉายแสงอ่อนๆ ยักษ์ธรรมปาลคิดว่าควรจะเดินทางต่อตามแนวทางที่วางไว้ หวังว่าจะพบแม่น้ำโขง เมื่อเดินไปตามริมป่าเขา พบแม่น้ำสายหนึ่งเป็นแนวยาวขวางหน้า และไหลเอื่อยๆ ด้วยลำห้วยยาวไกล เห็นฝูงปลาแหวกว่ายมากมาย แหวกว่ายในสายธาราใสสะอาด (ผู้คนเรียกถ้ำค้างคาวที่ห้วยแก้วไหลลงสู่ห้วยแก้ง ไหลผ่านบ้านกุดชุม ไหลผ่านบ้านคำเขื่อนแก้ว ไหลผ่านบ้านโพนงาม) พอลัดเลาะริมฝั่งแม่น้ำโขง ยักษ์ธรรมปาลได้พบว่าท่ามกลางแม่น้ำมีเกาะแก่งกั้นขวางทางเดิน มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเขียวขจีตลอดทั้งปี ทำให้เกิดแอ่งน้ำเป็นช่วงๆ แต่ละแอ่งน้ำมีปลาชุกชุมอาศัยอยู่ ทำให้เกิดทัศนียภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง (ผู้คนเรียกเกาะแก่งนี้ว่า แก่งนาง) ยักษ์ธรรมปาลเดินเลียบฝั่งแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นโขดหินมากมายกั้นขวางทางเดิน และน้ำไหลเชี่ยวแรงมากจนเกิดเสียงดังซู่ซ่าตลอดเวลา (ผู้คนเรียกบริเวณนี้ว่า แก่งสะพือ) ยักษ์ธรรมปาลจึงต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่กระโดดข้ามโขดหินไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขงได้สำเร็จ (บริเวณที่ยักษ์ธรรมปาลกระโดดข้ามไปนั้น ผู้คนเรียกกันว่า ผาแต้ม) ยักษ์ธรรมปาลเดินทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ มีฝูงปลาว่ายวนเวียนอยู่มากมาย (ผู้คนเรียกวังน้ำวนนี้ว่า วังเวิน)

ยักษ์ธรรมปาลยืนดูปลาเป็นที่พอใจแล้ว จึงนึกขึ้นมาได้ว่า “เราควรจะหาอาหารกินเป็นมื้อเช้าเสียก่อน” จึงเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกครั้งหนึ่ง พบว่ามีปลาชุกชุมมาก จึงใช้พระขรรค์คู่กายฟันลงไปในน้ำอย่างแรง ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ปลาตายเป็นจำนวนมาก ยักษ์ธรรมปาลจึงได้นำปลาเหล่านั้นมาย่างไฟกินเป็นอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย (บริเวณที่ยักษ์ธรรมปาลใช้พระขรรค์ฟันปลานั้น ผู้คนเรียกกันว่า แก่งสองคอน) หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว ยักษ์ธรรมปาลได้เดินทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นหาดทรายขาวสะอาดยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา (ผู้คนเรียกหาดทรายนี้ว่า หาดสลึง) ยักษ์ธรรมปาลได้ลงไปนอนพักผ่อนบนหาดทรายแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ (บริเวณหาดสลึงนี้อยู่ในเขตอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี) หลังจากพักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้ว ยักษ์ธรรมปาลได้เดินทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นหน้าผาสูงชัน มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเขียวขจีตลอดทั้งปี (ผู้คนเรียกหน้าผานี้ว่า ผาแต้ม) ยักษ์ธรรมปาลได้ขึ้นไปยืนชมทิวทัศน์บนหน้าผาแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ (บริเวณผาแต้มนี้อยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี)


ตำนานเมืองยักษ์คุชุม 2

เมื่อครั้งพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารเจ้ากรุงราชคฤห์ทรงส่งข้อยักษ์ธรรมปาลให้เข้าไปจำศีลในพระธรรมบทที่วัดภูถ้ำพระ และทรงมอบหมายภาระหน้าที่ให้ข้อยักษ์ที่เข้าไปจำศีลในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นผู้ดูแลวัดภูถ้ำพระ พระพุทธบาท ซึ่งถือว่าเป็นแนวบรรทัดธรรม และทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองสถูปสถานเคารพศักดิ์สิทธิ์และป้องกันภยันตรายปัจจามิตรจากฝ่ายอธรรมทั้งมวล ซึ่งคิดร้ายทำลายวัดวาอารามต่างๆ เพื่อเป็นการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องต่อมา ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพผู้ปกครองดูแลยักษ์และภูตผีปีศาจทั้งปวง เป็นผู้ดูแลคุ้มครองโลกมนุษย์ทางทิศอุดร (ทิศเหนือ) สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทรงมีทิพย์อำนาจมาก และทรงนำเทวดาและยักษ์บริวารทั้งหลายเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะดูแลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ถูกรังควาญ ตลอดจนคุ้มครองให้สัตว์โลกอยู่เย็นเป็นสุข

ต่อมาหลังสิ้นพุทธกาล มีเรื่องเล่าสืบสานในหมู่ชาวยโสธรว่า ณ ชุมชนบ้านโพนงามไพรพะยอมอันร่มรื่นด้วยพรรณไม้นานาชนิด และสัตว์ป่านานาพันธุ์ ดินแดนแห่งนี้มีความเป็นอยู่แบบพอเพียงสุขสงบ เพราะมีธารน้ำซับจากใต้ดินผุดขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ตลอดเวลา ในตำนานเล่าว่ามีข้อยักษ์ตนหนึ่งอยู่ในป่าแถบภูถ้ำพระ อยู่ห่างไกลจากชุมชนที่กล่าวมาก็หาได้ใกล้ไม่นัก ยักษ์ตนนั้นเคยต้องคำสาปจำศีลบำเพ็ญตบะแก่กล้าในถ้ำ เมื่อปลดปล่อยผลไม้ให้สุกหล่นหลายค่ำคืนก็หาได้อิ่มหนำไม่ อีกทั้งยังต้องคำสาปจากฤาษีชีไพรผู้ทรงศีลให้กลายเป็นยักษ์ เพราะกระทำผิดไปในชาติปางก่อน กระทั่งถึงวันที่เทวดาอภัยโทษให้จึงพ้นจากคำสาป แต่ต้องจำศีลภาวนาในถ้ำต่อไปอีกร้อยปี เพื่อไถ่บาปกรรม กระทั่งมีเทวดามาโปรด ยักษ์ตนนั้นจึงตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาว่า “ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลผลบุญที่ได้บำเพ็ญเพียรภาวนามาตลอดร้อยปีนี้ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอให้ข้าพเจ้าได้พ้นจากคำสาปและได้กลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ปกติสุขเสียทีเถิด” เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ร่างของยักษ์ตนนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นมนุษย์หนุ่มรูปงามนามว่า “พรานป่า” พรานป่าได้ออกเดินทางจากถ้ำเพื่อแสวงหาที่พักพิงอาศัยแห่งใหม่ เดินทางรอนแรมไปในป่าเขาเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งมาถึงลำธารสายหนึ่งซึ่งมีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา พรานป่าจึงตัดสินใจพักแรมที่นี่หนึ่งคืน รุ่งเช้าพรานป่าได้ออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก พรานป่าจึงขออาศัยอยู่กับชาวบ้านที่นี่ และได้ช่วยเหลืองานต่างๆ ของชาวบ้านเป็นอย่างดี จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านทุกคน

หลายวันต่อมายักษ์ธรรมปาลออกเดินทางไปตามลำห้วยแก้งมุ่งสู่ป่าดงพงไพร ระหว่างทางได้พบกับรอยเท้าขนาดใหญ่ของสัตว์ชนิดหนึ่ง จึงเดินตามรอยเท้านั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นลานหินกว้างใหญ่ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเขียวขจีตลอดทั้งปี (ผู้คนเรียกบริเวณนี้ว่า ลานเท) ยักษ์ธรรมปาลได้ขึ้นไปยืนชมทิวทัศน์บนลานหินแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ (บริเวณลานเทนี้อยู่ในเขตอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี) จากนั้นก็เดินต่อไปตามลำห้วยแก้ง จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ มีฝูงปลาว่ายวนเวียนอยู่มากมาย (ผู้คนเรียกวังน้ำวนนี้ว่า วังเวิน) ยักษ์ธรรมปาลจึงได้ลงไปนอนพักผ่อนบนหาดทรายแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ (บริเวณวังเวินนี้อยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี) หลังจากพักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้ว ยักษ์ธรรมปาลได้เดินทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นหาดทรายขาวสะอาดยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา (ผู้คนเรียกหาดทรายนี้ว่า หาดสลึง) ยักษ์ธรรมปาลได้ลงไปนอนพักผ่อนบนหาดทรายแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ (บริเวณหาดสลึงนี้อยู่ในเขตอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี)

ยักษ์ธรรมปาลยังคงปฏิบัติงานอยู่ในลานหินเกาะ มองเห็นพื้นดินที่ตนเองเคยย่ำเท้าลงไป ณ ฝั่งหนึ่งเป็นคุ้งน้ำกว้างใหญ่เขียวขจี อีกฝั่งหนึ่งเป็นป่าราบไกลออกไป ยักษ์ธรรมปาลเดินเลียบฝั่งแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นโขดหินมากมายกั้นขวางทางเดิน และน้ำไหลเชี่ยวแรงมากจนเกิดเสียงดังซู่ซ่าตลอดเวลา (ผู้คนเรียกบริเวณนี้ว่า แก่งสะพือ) ยักษ์ธรรมปาลจึงต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่กระโดดข้ามโขดหินไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขงได้สำเร็จ (บริเวณที่ยักษ์ธรรมปาลกระโดดข้ามไปนั้น ผู้คนเรียกกันว่า ผาแต้ม) ยักษ์ธรรมปาลเดินทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นหน้าผาสูงชัน มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเขียวขจีตลอดทั้งปี (ผู้คนเรียกหน้าผานี้ว่า ผาแต้ม) ยักษ์ธรรมปาลได้ขึ้นไปยืนชมทิวทัศน์บนหน้าผาแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ (บริเวณผาแต้มนี้อยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี) หลังจากพักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้ว ยักษ์ธรรมปาลได้เดินทางเลียบฝั่งแม่น้ำโขงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นคุ้งน้ำกว้างใหญ่เขียวขจี จึงตัดสินใจพักแรมที่นี่หนึ่งคืน รุ่งเช้าพรานป่าได้ออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก พรานป่าจึงขออาศัยอยู่กับชาวบ้านที่นี่ และได้ช่วยเหลืองานต่างๆ ของชาวบ้านเป็นอย่างดี จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านทุกคน

ณ อาณาบริเวณหนองน้ำที่เกิดจากรอยเท้าซ้ายและรอยยันซ้ายของยักษ์ผู้มีฤทธิ์นั้น แต่เดิมเป็นเพียงหนองน้ำขนาดเล็กๆ ที่มีน้ำขังตลอดทั้งปี ต่อมาได้มีชาวบ้านอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้ และได้ช่วยกันขุดลอกหนองน้ำให้กว้างและลึกขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรกรรม (หนองน้ำแห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า หนองยานแม่) จากนั้นก็ได้มีชาวบ้านอพยพมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหนองยานแม่” ตามชื่อหนองน้ำแห่งนี้ (ปัจจุบันคือ บ้านหนองยานแม่ ตำบลหนองยานแม่ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร)

ตำนานบ้านคำผักหนามก็เล่าขานกันมาตามลำดับสืบต่อกันมาว่า ประมาณปี พ.ศ. 2422 สมัยรัชกาลที่ 5 ชาวลาวอพยพจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไม่ต้องการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส จึงเดินทางมาติดต่อกับรัฐบาลไทย เพื่อขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ริมฝั่งโขงทางเขตประเทศไทย ณ บริเวณบ้านคำผักหนาม ซึ่งตั้งอยู่ตามลำน้ำก่ำ 5 จึงได้ไปตั้งบ้านเรือนให้ชาวบ้านย้ายไปอาศัยอยู่ยังชุมชนใหม่เมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองกุดชุมวิทยาคม ซึ่งตั้งอยู่ตามลำน้ำก่ำ 5 จึงได้ไปตั้งบ้านเรือนให้ชาวบ้านยักษ์ที่อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่

โดยมีพระยาพรหมจรรย์ มารับ หมายถึง ยักษ์ ซึ่งหมายความว่า เมืองยักษ์คุกคาม โดยมีความหมายว่า เมืองยักษ์ถูกคุกคามรังควานทำให้เมืองไม่สงบสุข เมื่อถูกคุกคามรังควานอยู่บ่อยครั้ง และในปี พ.ศ. 2455 จึงเกิดทัพอพยพย้ายถิ่น ทั้งคนไทยและชาวลาวอพยพหนีภัยสงครามไปอาศัยอยู่ที่อื่นเป็นจำนวนมาก บางส่วนอพยพไปอยู่ที่อำเภอเลิงนกทา ซึ่งได้ถูกยุบกลายเป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงปี พ.ศ. 2501 ทางราชการจึงได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอขึ้นเป็นอำเภอเลิงนกทาขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานีอีกครั้ง และมีโอกาสได้เปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอเลิงนกทาเป็นอำเภอกุดชุม ที่มีความหมายว่า เมืองที่สงบสุข ปลอดภัย จากการถูกคุกคามรังควาน จากกิ่งอำเภอหรือผู้น้อยเรียบง่าย เป็นอำเภอกุดชุม ที่มีความหมายว่า สงบสุข และแยกตัวด้วย ซึ่งมีความหมายว่ามีความสุขสมบูรณ์พูนสุข จากอำเภอกุดชุมเป็นอำเภอกุดชุม จังหวัดอุบลราชธานี จนกระทั่งปี 2536 อำเภอกุดชุมจึงขึ้นกับจังหวัดอำนาจเจริญจนถึงปัจจุบัน

(ผู้รวบรวมตำนาน : นางอนงค์รัตน์ เชาวะนะกิจ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนกุดชุมวิทยาคม)


ประมวลคำสั่งชื่อยักษ์

ถ้าต้องการให้มีความหมายเหมือนเพื่อนเชิญยักษ์ 
สุชานุ (สุ หมายถึง ดี ชานุ หมายถึง เข่า รวมความว่า ผู้มีเข่าดี หรือ ผู้มีเข่าอันเป็นสิริมงคล)
มหาชานุ (มห หมายถึง ยิ่งใหญ่ ชานุ หมายถึง เข่า รวมความว่า ผู้มีเข่าใหญ่)
วรชานุ (วร หมายถึง ดี เลิศ ประเสริฐ ชานุ หมายถึง เข่า รวมความว่า ผู้มีเข่าอันประเสริฐ)
ปรัตถะชานุ (ปร-อัน-ถะ-ประโยชน์ ชานุ หมายถึง เข่า รวมความว่า ผู้มีเข่าอันก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือ ผู้มีเข่าอันเป็นสิริมงคลและเกิดประโยชน์แก่คนอื่น) ชานุกเดช คะนึงเดช

ถ้าต้องการให้มีความหมายว่าเป็นยักษ์ดีผ่านบ้านเรา
จิตรปติคหกรรม ผู้มีคุณธรรมเป็นยอดและมีความดีงามครองใจ
ธรรมาธิปไตย ผู้มีความเพียรในธรรมและมีความดีงามครองใจ
ธรรมานุวัติ ผู้รักษาธรรมหรือความดีงาม มีธรรมะคุ้มครองใจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง