ข้อมูลทั่วไป

3 กันยายน 2567 4,092 ครั้ง ข้อมูลทั่วไป
logo.png
ข้อมูลทั่วไป
เทศบาลตำบลชานุมาน

 

สภาพทางภูมิศาสตร์  

       อำเภอชานุมานมีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบบางส่วนเป็นลูกคลื่นลอนตื้นหรือเนินเขาเตี้ย ๆพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 68 เมตร ลักษณะของดินเป็นดินร่วนปนทรายมีดินลูกรังอยู่บางส่วน และมีแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อ เลี้ยงผู้คนในเขตอำเภอชานุมานคือแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติและเป็นแม่ น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงประชาชนในเขตอำเภอชานุมานไม่ว่าจะเป็นการเพราะปลูก พืชตามแนวตลิ่งแม่น้ำโขงและการประมงรวมไปถึงใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาค้าขาย ระหว่างอำเภอชานุมานและเมืองไซภูทองแขวงสะหวันนะเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว นอกจากนั้นยังมีอ่างเก็บน้ำและลำห้วยแก้วแมงที่มีความยาวประมาณ10กม.และ ลำน้ำห้วยทมซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คนในอำเภอชานุมานไม่ ว่าจะเป็นใช้ในการทำเกษตรกรรมเช่น การปลูกพริก มันสำปะหลัง และไม้ผลอื่นๆเช่นเดียวกันกับแม่น้ำโขง และแหล่งน้ำทั้งสองแห่งนี้นอกจากจะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร แล้วยังใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วยเช่นเขื่อน ริมโขงอำเภอชานุมาน แก่งต่างหล่าง และบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแก้วแมง เป็นต้น  นอกจากนั้นบริเวณที่ราบยังใช้เลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกข้าวและพืชต่างๆจพริก มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด เป็นต้น เช่นบริเวณนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกอำเภอชานุมานและบริเวณที่ราบริมลำน้ำห้วยแก้วแมง    

 ทิศเหนือ    จรดกับอำเภอดอนตาลจังหวัดมุดาหาร

ทิศตะวันออก    ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงกั้นเขตแดนระหว่างประเทศ

ทิศใต้    จรดกับอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานีและอำเภอปทุมราชวงศา

ทิศตะวันตก   จรดกับอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และอำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ

ริมโขง2.jpg

แม่น้ำโขง (บน)  และอ่างเก็บน้ำห้วยแก้วแมง (ล่าง)  แหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี่ยงผู้คนในเขตอำเภอชานุมาน 

การปลูกพืชแบบขั้นบันใดริมตลิ่งแม่น้ำโขงและการหาปลาในแม่น้ำโขง 


ข้อมูลด้านประชากร (พ..2555)

          ในปัจจุบันอำเภอชานุมานมีประชากรทั้งสิ้น 38,796  คน  จำนวนบ้านเรือน 10,103  หลังคาเรือน  และมีชนเผ่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวภูไท  ข่า  มีการประกอบอาชีพด้านการเกษตรเป็นหลัก  ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 99  ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น   ตำบล  59  หมู่บ้าน  ได้แก่

1.            ตำบลชานุมาน  15  หมู่บ้าน

2.            ตำบลโคกสาร   หมู่บ้าน

3.            ตำบลคำเขื่อนแก้ว  12  หมู่บ้าน

4.            ตำบลโคกก่ง  13  หมู่บ้าน

5.            ตำบลป่าก่อ  13 หมู่บ้าน  

การตั้งถิ่นฐานของอำเภอชานุมาน
            การตั้งถิ่นฐานของอำเภอชานุมานมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่  โดยมีชาวลาวคนหนึ่งได้มาศึกษาเล่าเรียนที่เมืองหลวงประเทศไทยโดยทางราชการลาว ส่งเข้ามา  เมื่อจบการศึกษาแล้วก็กลับประเทศของตน  แต่เป็นระยะเวลาที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองประเทศลาว  ชายผู้นี้เกิดความไม่พอใจจึง  ไม่ต้องการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสจึงเดินทางมาติดต่อกับรัฐบาลไทย   จึงขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารและขอสร้างเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงของไทยที่บ้านท่ายักษ์คุ  เมื่อทางการไทยได้อนุญาตแล้วก็ได้กลับประเทศลาวนำสมัครพรรคพวกหนีฝรั่งเศสมาอยู่ที่ฝั่งไทย  บริเณบ้านท่ายักษ์ขุ และในปี พ.ศ. 2422   รัชกาลที่  5  โปรดให้ตั้งบ้านท่ายักษ์ขุขึ้นเป็นเมืองชานุมารมณฑลขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี  โดยมีพระปลัดซ้าย (เคน)  บุตรท้าวมนฑาธิราชเจ้าเมืองลำเนาหนองปรือ  เป็นเจ้าเมืองชานุมารมณฑลในตำแหน่งพระผจญจัตตุรงค์  แต่ในครั้งนั้นพระผจญจัตตุรงค์กลับพาไพร่พลไปตั้งที่บ้านท่ากระดานไม่ได้ตั้งที่บ้านยักษขุตามที่ขอไว้เมื่อพระบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ได้เป็นข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์หัวเมืองอุบลราชธานี  ได้เกิดการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่  ซึ่งก็ทำให้เมืองชานุมารมณฑลถูกลดฐานนะเป็นอำเมืองชานุมารมณฑลขึ้นกัลเมืองอุบลราชธานี  และในปี 2455 ได้เกิดข้าวยากหมากแพงและเกิดโรคระบาดร้ายแรง  ผู้คนจึงอพยพไปตั้งบ้านเมืองใหม่อยู่ทางจังหวัดหนองคายเป็นจำนวนมากทำให้พลเมืองเหลือน้อย  อำเภอชานุมารจึงถูกลดลงเป็นกิ่งอำเภอขึ้นต่ออำเภอเขมราฐ  จึงถึงปี พ.ศ.2501  ทางราชการจึงยกฐานะขึ้นเป็นอำเภออีกครั้ง  เรียกว่าอำเภอชานุมาน  โดยเปลี่ยนคำว่า ชานุมาร  (ผู้บิดเบือน)  เป็น  ชานุมาน  (ผู้มีความมานะพยามยาม)  และในปี 2536  อำเภอชานุมานได้ขึ้นกับจังหวัดอำนาจเจริญถึงปัจจุบัน

ที่มาของชื่ออำเภอชานุมานตามตำนานนิทานเรื่องยักษ์ขุ
           ในกาลครั้งที่พระลักษณ์พระราม  พานางสีดาเดินดงไปกลางป่าปรากฎมียักษ์ชื่อทศกัณฐ์ลักพาตัวนางสีดาไป  ทีแรกขังตัวไว้ที่ริมแม่น้ำโขง นางสีดาร้องไห้คิดพระราม  บริเวณนั้นจึงเรียกว่าท่านางสีดา หรือบ้านนาสีดาในปัจจุบัน  ยักษ์ทศกัณฐ์กลัวพระรามจะได้ยินจึงพานางสีดาเหาะข้ามแม่น้ำโขงไปขังไว้ที่ประสาทเฮือนหิน  ฝั่งตรงข้ามบ้านท่ายักษ์ขุ อำเภอชานุมาน  จังหวัดอำนาจเจริญ  ปัจจุบันเรียกบ้านเฮือนหิน  แขวงสะหวันนะเขต  ประเทศลาว)  พระลักษณ์พระรามตามมาทันจึงต่อสู้กับทศกัณฐ์  ม้าของพระรามกระโดเตะปราสาทจนพังดังที่ปรากฏในปัจจุบัน  ในขณะท่สู้รบกันอยู่นั้น  นางสีดาหนีมาอยู่เกาะกลางแม่น้ำโขงแล้วปะแป้งแต่งหน้ารอพระราม  จึงเรียกเกาะนี้ว่า  ดอนสีนวด หรือดอนชะโนด  ในที่สุดเมื่อทศกัณฐ์ยอมแพ้จึงคุกเข่าขอชีวิตโดยคุกเข่ากราบไปที่ประสาทเฮือนหิน  บริเวณคุกเข่าจึงเรียกท่ายักษ์คุกเข่าหรือท่ายักษ์ขุจนกระทั่งเป็นที่มาของชานุมาร  รอยที่ยักษ์คุกเข่าปรากฎขึ้นเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่  3  แห่ง  ให้เห็นกระทั่งปัจจุบัน  นิทานเรื่องยักษ์ขุมีหลายสำนวน  แต่ทุกเรื่องก็เป็นการอธิบายถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงและอำเภอชานุมาน  โดยผูกเรื่องเข้ากับบนิทานรามเกียรติ์สำนวนลาวสองฝั่งโขง

หนองน้ำที่กล่าวกันว่าเป็นรอยที่ยักษ์คุกเข่าในตำนานนิทานเรื่องยักขุอยู่ใน

บริเวณวัดยักษ์คุธรรมานุสรณ์ 


จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของอำเภอชานุมาน  

            อำเภอ ชานุมานนั้นเป็นอำเภอเล็กๆอำเภอหนึ่งในจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งในอดีตนั้นเป็น อำเภอที่ทุรกันดารการสัญจรไปมาระหว่างอำเภอชานุมานกับอำเภอหรือจังหวัดใกล้ เคียงค่อนข้างลำบากเพราะสภาพถนนในสมัยนั้นเป็นถนนแคบๆซ้ำยังเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่พอราวๆปีพ.ศ.240 างราชการได้ปรับปรุงซ่อมแซมทางหลวงหมายเลข 2034 และ จัดทำการขยายถนนในเขตเทศบาลและปรับปรุงใหม่ทำให้มีการติดต่อค้าขายไปมาหาสู่ ระหว่างอำเภอชานุมานกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงเป็นไปอย่างสะดวกสบายขึ้น รวมไปถึงมีการเปิดจุดผ่อนปรนชายแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวในปีพ.ศ.2549  ที่อำเภอชานุมานก็ยิ่งทำให้ มีการไปมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น ทำให้มีการลงทุนต่างๆหลั่งไหลเข้ามาไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงานผลิตน้ำแข็ง น้ำดื่ม การตั้งโรงงานเย็บผ้า และการลงทุนอื่นๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนก้อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอำเภอชานุมานรวม ไปถึงมีการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในท้องที่อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจการลงทุน ด้านการคมนาคมขนส่งและอีกหลายๆอย่างรวมไปถึงวิถีชีวิตของผู้คนในอำเภอชานุ มานซึ่งจากแต่เดิมส่วนมากจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทำการประมงแต่ทุกวันนี้ ผู้คนบางส่วนก็หันมาประกอบอาชีพในโรงงานบ้างก็ขับเรือรับจ้างส่งผู้คนหรือ ส่งสินค้าข้ามไปมาระหว่างสองประเทศ ซึ่งทำให้อำเภอชานุมานมีการเปลี่ยนแปลงและขยายตัวขึ้นจากเมื่อก่อนมาก     


เรื่องที่เกี่ยวข้อง